การขนส่งแบบ LCL (Less than Container Load) หรือการส่งสินค้าไม่เต็มตู้ เป็นทางเลือกยอดนิยมของผู้ประกอบการที่มีสินค้าไม่มากพอจะเหมาทั้งตู้ เพราะจ่ายค่าระวางตามปริมาณที่ใช้จริง แต่ผู้นำเข้า-ส่งออกจำนวนไม่น้อยต้องเจอ 2 เรื่องที่ไม่คาดคิด คือใบแจ้งค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าที่ประเมินไว้ และสินค้าที่ยังรับไม่ได้ทั้งที่เรือเข้าท่าแล้ว บทความนี้อธิบายว่าทำไมค่า Local Charge ของ LCL แต่ละเจ้าไม่เท่ากัน วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย วิธีคุมต้นทุนตั้งแต่ตอนตกลงเทอมซื้อขาย และเหตุผลที่ต้องเผื่อเวลาหลังเรือเข้า
Read in English: LCL Shipping Costs to Watch
- LCL คือการแชร์ตู้ สินค้าหลายเจ้าถูกรวมบรรจุในตู้เดียวกันที่โกดัง CFS ต้นทาง และถูกแยกออกจากตู้ที่โกดัง CFS ปลายทาง
- ค่า Local Charge แต่ละเจ้าไม่เท่ากัน เพราะสินค้าในตู้เดียวกันอาจผ่าน Forwarder คนละราย ใช้หน่วยคิดเงินต่างกัน และบางรายเก็บส่วนต่างค่าเรือคืนที่ปลายทาง
- คิดเงินแบบ W/M เทียบปริมาตร (CBM) กับน้ำหนัก (ตัน) แล้วใช้ค่าที่มากกว่า ขั้นต่ำมักเป็น 1 W/M
- ตกลงค่า Local Charge ก่อนส่งสินค้าเสมอ ทั้งขาออกและขาเข้า ถ้าเป็นการนำเข้า การซื้อเทอม EXW Factory หรือ FCA Warehouse ช่วยให้ผู้ซื้อเลือก Forwarder เองและรู้ต้นทุนทั้งหมดก่อนส่ง
- ขาเข้าต้องเผื่อเวลา 3–5 วันทำการหลังเรือเข้า เพราะต้องรอเปิดตู้ที่โกดัง CFS ซึ่งมักแน่นด้วยสินค้าเดิมที่ยังไม่ถูกรับออก

LCL คืออะไร ต่างจาก FCL อย่างไร
LCL ย่อมาจาก Less than Container Load คือการส่งสินค้าที่ไม่เต็มตู้ ผู้ให้บริการจะรวบรวมสินค้าจากผู้ส่งหลายรายมาบรรจุรวมในตู้เดียวกัน (Consolidation) ที่โกดัง CFS (Container Freight Station) ต้นทาง เมื่อตู้ถึงปลายทาง ตู้จะถูกนำเข้าโกดัง CFS เพื่อเปิดตู้และแยกสินค้าให้ผู้รับแต่ละราย (Deconsolidation) ต่างจาก FCL (Full Container Load) ที่ผู้ส่งรายเดียวใช้ตู้ทั้งใบ และลากตู้ออกจากลานได้เมื่อพิธีการเสร็จ
| หัวข้อ | FCL (ตู้เต็ม) | LCL (รวมตู้) |
|---|---|---|
| ผู้ใช้ตู้ | ผู้ส่งรายเดียวใช้ทั้งตู้ | หลายรายแชร์ตู้เดียวกัน |
| ค่าระวาง | คิดต่อตู้ (20 ฟุต / 40 ฟุต) | คิดตาม W/M (ปริมาตรหรือน้ำหนัก) |
| จุดรับ-ส่งสินค้า | ลานตู้ (CY) หรือหน้าโรงงาน | โกดัง CFS ทั้งต้นทางและปลายทาง |
| หลังเรือเข้า | ลากตู้ออกได้เมื่อพิธีการเสร็จ | ต้องรอเปิดตู้และคัดแยกสินค้าก่อน |
| ค่าใช้จ่ายที่ต้องจับตา | ค่าภาระตู้ ค่า Demurrage / Detention | Local Charge ต่อ W/M และต่อ B/L ค่าฝากโกดัง |
| เหมาะกับ | สินค้าปริมาณมาก | สินค้าจำนวนน้อย ส่งทดลองตลาด หรือส่งบ่อยแต่ครั้งละไม่มาก |
LCL คุ้มกว่าเมื่อสินค้ามีปริมาณน้อยเพราะไม่ต้องจ่ายค่าตู้ทั้งใบ แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือมีขั้นตอนที่โกดัง CFS เพิ่มขึ้นทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นที่มาของทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องระวัง (ฝั่ง FCL อ่านเพิ่มได้ที่ Demurrage กับ Detention ต่างกันอย่างไร)
ทำไมค่า Local Charge ของ LCL แต่ละเจ้าไม่เท่ากัน
Local Charge คือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศต้นทางหรือปลายทาง นอกเหนือจากค่าระวางเรือ เช่น ค่าบริการโกดัง CFS ค่าภาระท่าเรือ (THC) ค่าเอกสาร และค่าออก D/O สำหรับ FCL ค่าเหล่านี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาเพราะผู้ส่งรายเดียวใช้ทั้งตู้ แต่ LCL หนึ่งตู้มีสินค้าหลายเจ้า ค่าใช้จ่ายที่ผู้รับแต่ละรายต้องจ่ายจึงขึ้นอยู่กับว่าสินค้าของตนผ่านใครมาบ้าง
1. ตู้เดียวกัน แต่อาจผ่าน Forwarder คนละราย
ในตลาด LCL มีผู้รวบรวมสินค้า (Consolidator หรือ Co-loader) ที่เป็นเจ้าของตู้ และรับสินค้าต่อจาก Forwarder อีกหลายราย สินค้าในตู้เดียวกันจึงอาจจองผ่าน Forwarder คนละบริษัท ซึ่งแต่ละรายมีอัตรา Local Charge ของตัวเอง ผู้นำเข้าสองรายที่สินค้ามาตู้เดียวกันอาจได้ใบแจ้งหนี้ที่รายการและยอดเงินต่างกัน (อ่านเพิ่ม: Freight Forwarder คืออะไร)
2. ค่าเรือถูกที่ต้นทาง แต่ไปเก็บคืนที่ปลายทาง
ในเส้นทางภายในเอเชียซึ่งค่าระวางต่ำมาก ผู้ให้บริการบางรายเสนอค่าระวางต่ำมาก หรือถึงขั้นคืนเงินให้ผู้ส่งที่ต้นทางเพื่อให้ได้งาน แล้วไปเก็บส่วนต่างคืนจากผู้รับในรูปค่าใช้จ่ายปลายทาง บทความใน The Maritime Executive อธิบายว่าราคาในตลาดนี้จึงมีลักษณะที่ต้นทุนถูกผลักไปเก็บที่ปลายทาง โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้นำเข้าที่ซื้อเทอม CIF หรือ CFR จึงมักเห็นค่าเรือรวมอยู่ในราคาสินค้าแล้ว แต่ไปเจอค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ตอนรับ D/O
3. หน่วยคิดเงินและขั้นต่ำไม่เหมือนกัน
บางรายการคิดตาม W/M เช่น ค่า CFS บางรายการเป็นค่าคงที่ต่อ B/L หรือต่อ Shipment เช่น ค่า D/O ค่าเอกสาร และค่า Handling และแต่ละรายการมักมีขั้นต่ำ สินค้า 0.5 CBM จึงจ่ายค่าคงที่เท่ากับสินค้า 3 CBM ต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าน้อยจึงสูงกว่ามาก (อ่านเพิ่ม: House B/L กับ Master B/L ต่างกันอย่างไร)
4. ต้นทุนของทั้งตู้ถูกเฉลี่ยให้ผู้รับแต่ละราย
ค่าใช้จ่ายบางส่วนเกิดขึ้นในระดับตู้ เช่น ค่าย้ายตู้เข้าโกดัง ค่าเปิดตู้ ค่าภาระท่าเรือ และค่าธรรมเนียมที่สายเรือเรียกเก็บจากผู้รวบรวมสินค้า ค่าเหล่านี้ถูกเฉลี่ยให้ผู้รับในตู้ตามวิธีของแต่ละเจ้า บางรายเฉลี่ยตามปริมาตร บางรายเก็บเป็นอัตราเหมาต่อ Shipment
ค่าใช้จ่าย LCL มีอะไรบ้าง
ตารางนี้รวมรายการที่พบบ่อย ชื่อเรียกและหน่วยคิดเงินอาจต่างกันในแต่ละผู้ให้บริการ ส่วนใครเป็นผู้จ่ายรายการไหนขึ้นอยู่กับ Incoterms ที่ตกลงกัน
| ช่วง | รายการ | มักคิดเงินแบบ |
|---|---|---|
| ต้นทาง | ค่ารถรับสินค้าจากโรงงาน (Pick-up) | ต่อเที่ยว |
| ต้นทาง | ค่า CFS (รับสินค้าเข้าโกดังและบรรจุตู้), THC ต้นทาง | ต่อ W/M มีขั้นต่ำ |
| ต้นทาง | ค่าเอกสารและค่าออก B/L | ต่อ B/L |
| ต้นทาง | ค่าพิธีการศุลกากรขาออก | ต่อใบขนสินค้า |
| ระหว่างทาง | ค่าระวางเรือ (Ocean Freight) และค่าธรรมเนียมแปรผัน เช่น ค่าน้ำมัน | ต่อ W/M |
| ปลายทาง | ค่า CFS / ค่าเปิดตู้ (Devanning), THC ปลายทาง | ต่อ W/M มีขั้นต่ำ |
| ปลายทาง | ค่าออก D/O, ค่า Handling หรือ Agency Fee | ต่อ B/L หรือต่อ Shipment |
| ปลายทาง | ค่าฝากโกดังเมื่อพ้นระยะฟรี (Storage) | ต่อวัน ตามปริมาณสินค้า |
| ปลายทาง | ค่าพิธีการศุลกากรขาเข้า ภาษีอากร และ VAT | ตามใบขนสินค้าและมูลค่าสินค้า |
| ปลายทาง | ค่ารถจากโกดัง CFS ถึงโกดังผู้รับ | ต่อเที่ยว |
จุดที่มักทำให้บิลสูงกว่าที่คิด
- ขั้นต่ำ 1 W/M และขั้นต่ำต่อรายการ สินค้าน้อยกว่า 1 CBM ก็ยังจ่ายเท่ากับ 1 CBM
- ค่าคงที่ต่อ B/L ถ้าแยกสินค้าเป็นหลาย B/L จะจ่ายค่า D/O และค่าเอกสารซ้ำหลายครั้ง
- สกุลเงินและอัตราแลกเปลี่ยน บางรายการเรียกเก็บเป็นดอลลาร์สหรัฐ แล้วแปลงเป็นบาทตามอัตราที่ผู้เรียกเก็บกำหนด
- VAT ของค่าบริการในประเทศ ที่ไม่ได้รวมอยู่ในใบเสนอราคา
- สินค้าที่ต้องจัดการพิเศษ เช่น วางซ้อนไม่ได้ ยาวหรือหนักเกินปกติ หรือเป็นสินค้าอันตราย อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่ม
- ค่าฝากโกดัง เมื่อรับสินค้าช้ากว่าระยะฝากฟรีที่โกดังกำหนด
วิธีคำนวณค่าใช้จ่าย LCL
ค่าระวางและค่าใช้จ่ายหลายรายการของ LCL คิดตามหน่วยที่เรียกว่า W/M (Weight or Measurement) หรือ Revenue Ton โดยเทียบปริมาตรกับน้ำหนัก แล้วใช้ค่าที่มากกว่า สำหรับการขนส่งทางเรือ 1 CBM เทียบเท่ากับ 1,000 กิโลกรัม
- หาปริมาตร (CBM) วัดกว้าง × ยาว × สูง ของแต่ละหีบห่อเป็นเมตร (วัดขนาดภายนอก รวมพาเลท) แล้วคูณจำนวนหีบห่อ
- หาน้ำหนักเป็นตัน นำน้ำหนักรวม (Gross Weight) เป็นกิโลกรัมหารด้วย 1,000
- เลือกค่าที่มากกว่า เป็นจำนวน W/M ที่ใช้คิดเงิน ถ้าน้อยกว่าขั้นต่ำ (มักเป็น 1 W/M) ให้ใช้ขั้นต่ำ
- คูณอัตรา นำรายการที่คิดตาม W/M คูณจำนวน W/M แล้วบวกค่าคงที่ต่อ B/L หรือต่อ Shipment
- บวกรายการอื่น ได้แก่ ค่าพิธีการ ค่ารถ ภาษีอากร และ VAT
ตัวอย่างการคำนวณ
สินค้า 10 กล่อง ขนาดกล่องละ 60 × 50 × 80 ซม. หนักกล่องละ 45 กก.
- ปริมาตร = 0.6 × 0.5 × 0.8 × 10 = 2.40 CBM
- น้ำหนัก = 450 กก. = 0.45 ตัน
- ปริมาตรมากกว่า จึงคิดเงินที่ 2.40 W/M
ถ้าใช้อัตราสมมติในตารางด้านล่าง (ตัวเลขสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่ราคาจริงของผู้ให้บริการรายใด) ค่าใช้จ่ายปลายทางจะเป็นดังนี้
| รายการ | อัตราสมมติ | วิธีคิด | รวม (บาท) |
|---|---|---|---|
| ค่า CFS ปลายทาง | 800 บาท / W/M | 800 × 2.40 | 1,920 |
| THC ปลายทาง | 300 บาท / W/M | 300 × 2.40 | 720 |
| ค่าออก D/O | 1,500 บาท / B/L | 1,500 × 1 | 1,500 |
| ค่า Handling | 1,000 บาท / Shipment | 1,000 × 1 | 1,000 |
| รวม (ยังไม่รวม VAT ภาษีอากร ค่าพิธีการ และค่ารถ) | 5,140 |
ในตัวอย่างนี้ ค่าคงที่ต่อ B/L และต่อ Shipment (2,500 บาท) คิดเป็นเกือบครึ่งของยอดรวม ถ้าสินค้าลดลงเหลือ 0.5 CBM ค่าที่คิดตาม W/M จะใช้ขั้นต่ำ 1 W/M (1,100 บาท) แต่ค่าคงที่ยังเท่าเดิม ยอดรวมจะเป็น 3,600 บาท หรือราว 7,200 บาทต่อ CBM เทียบกับราว 2,140 บาทต่อ CBM ในตัวอย่างแรก นี่คือเหตุผลที่สินค้าน้อยมากมักแพงต่อหน่วยเมื่อส่งแบบ LCL
สินค้าหนัก คิดตามน้ำหนัก
สินค้า 2 พาเลท ขนาด 1.0 × 1.2 × 0.5 ม. หนักพาเลทละ 900 กก. มีปริมาตร 1.20 CBM แต่หนัก 1.80 ตัน จึงคิดเงินที่ 1.80 W/M ตามน้ำหนัก สินค้าอย่างเหล็ก ชิ้นส่วนเครื่องจักร หรือของเหลวบรรจุถัง จึงควรคำนวณทั้งสองแบบก่อนขอราคา
เมื่อปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น ควรขอราคา FCL ตู้ 20 ฟุตมาเทียบด้วย เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง การเหมาตู้อาจถูกกว่าและไม่ต้องรอเปิดตู้ที่ CFS จุดคุ้มทุนขึ้นอยู่กับเส้นทางและอัตราในช่วงนั้น
ตกลงค่า Local Charge ก่อนส่งสินค้า ทั้งขาออกและขาเข้า
ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทไหน หลักสำคัญคือ ตกลงค่า Local Charge กับผู้ขายหรือคู่ค้าให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนส่งสินค้า เพราะเมื่อสินค้าออกเดินทางแล้ว อำนาจต่อรองแทบไม่เหลือ ผู้รับต้องจ่ายตามใบแจ้งหนี้เพื่อรับ D/O และนำสินค้าออก
งานขาเข้า
ถ้าซื้อเทอม CIF หรือ CFR ผู้ขายเป็นผู้เลือก Forwarder และจ่ายค่าเรือ แต่ค่าใช้จ่ายปลายทางในไทยจะถูกเรียกเก็บจากผู้ซื้อ โดยเอเย่นต์ของ Forwarder ฝั่งผู้ขาย ก่อนยืนยันคำสั่งซื้อ ควรขอให้ผู้ขายแจ้งชื่อ Forwarder และขอรายการค่าใช้จ่ายปลายทางพร้อมหน่วยคิดเงิน แล้วตกลงกับผู้ขายว่าถ้ามีค่าใช้จ่ายเกินจากนี้ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ
งานขาออก
ถ้าผู้ซื้อในต่างประเทศเป็นผู้กำหนด Forwarder เช่น ขายเทอม FOB หรือ FCA แล้วผู้ซื้อ Nominate เอเย่นต์มา ผู้ส่งออกไทยต้องจ่ายค่า Local Charge ต้นทาง เช่น ค่า CFS ค่า THC และค่าออก B/L ตามอัตราของ Forwarder รายนั้น ควรขอใบเสนอราคาค่าใช้จ่ายต้นทางก่อนส่งมอบสินค้า และนำไปคิดรวมในราคาขายตั้งแต่ต้น
คำถามที่ควรถามก่อนส่งสินค้า
- แต่ละรายการคิดตาม W/M ต่อ B/L หรือต่อ Shipment และขั้นต่ำเท่าไร
- เรียกเก็บเป็นสกุลเงินอะไร ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของใคร และรวม VAT แล้วหรือยัง
- สินค้าจะเปิดตู้ที่โกดัง CFS ไหน ฝากฟรีได้กี่วัน และหลังจากนั้นคิดค่าฝากอย่างไร
- มีรายการใดที่ยังไม่อยู่ในใบเสนอราคาแต่อาจเกิดขึ้น เช่น ค่าตรวจสินค้า หรือค่าจัดการสินค้าพิเศษ
นำเข้าแบบ EXW Factory / FCA Warehouse ช่วยคุมค่า Local Charge ได้อย่างไร
สำหรับผู้นำเข้า วิธีที่ช่วยคุมค่า Local Charge ได้ดีคือซื้อเป็นเทอม EXW (Ex Works) หน้าโรงงานผู้ขาย หรือ FCA (Free Carrier) ส่งมอบที่โกดังผู้ขาย เพราะผู้ซื้อเป็นผู้ว่าจ้าง Forwarder เอง Forwarder ของผู้ซื้อจะประสานเอเย่นต์ต้นทางไปรับสินค้า และเสนอราคาได้ครบทุกช่วง ตั้งแต่ต้นทาง ค่าระวาง จนถึงค่าใช้จ่ายปลายทาง ผู้ซื้อจึงรู้ต้นทุนทั้งหมดก่อนส่ง และขอราคาจากหลายเจ้ามาเทียบได้
| หัวข้อ | CIF / CFR (ผู้ขายจัดการขนส่ง) | EXW Factory / FCA Warehouse (ผู้ซื้อเลือก Forwarder) |
|---|---|---|
| ใครเลือก Forwarder | ผู้ขาย | ผู้ซื้อ |
| ค่าใช้จ่ายปลายทาง | มักรู้ยอดจริงเมื่อสินค้าถึง และต้องจ่ายก่อนรับ D/O | ตกลงไว้ในใบเสนอราคาก่อนส่งสินค้า |
| เทียบราคา / ต่อรอง | ทำได้น้อย เพราะเอเย่นต์ถูกกำหนดมาแล้ว | ขอราคาหลายเจ้ามาเทียบได้ |
| งานที่ผู้ซื้อต้องดูแลเพิ่ม | น้อย | ต้องประสานการรับสินค้าที่ต้นทาง (Forwarder ดูแลแทนได้) |
ข้อควรรู้: ภายใต้ EXW ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบพิธีการส่งออกในประเทศต้นทางด้วย ซึ่งบางประเทศทำได้ยากถ้าผู้ซื้อไม่มีตัวตนในประเทศนั้น ส่วน FCA ผู้ขายเป็นผู้ทำพิธีการส่งออกและส่งมอบสินค้า ณ สถานที่ที่ตกลง จึงมักราบรื่นกว่าสำหรับงาน LCL ควรระบุสถานที่ส่งมอบให้ชัด เช่น “FCA Seller’s Warehouse, Shenzhen” (อ่านเพิ่ม: Incoterms 2020 คืออะไร ใครจ่ายอะไร)

งานขาเข้า: ทำไมเรือถึงไทยแล้วยังไม่ได้ของ
คำถามที่ผู้นำเข้า LCL ถามบ่อยที่สุดคือ “เรือเข้าแล้ว ทำไมยังรับของไม่ได้” คำตอบคือ สำหรับ LCL วันที่เรือเข้าไม่ใช่วันที่สินค้าพร้อม สินค้ายังอยู่ในตู้รวมกับสินค้าของเจ้าอื่น และต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน
- เรือเข้าเทียบท่าและยกตู้ลง เฉพาะการขนถ่ายตู้ลงจากเรือขนาดใหญ่ก็อาจใช้เวลา 1–3 วันทำการ (Flexport)
- ย้ายตู้เข้าโกดัง CFS ตู้ LCL ที่ลงท่าเรือแหลมฉบังบางส่วนยังถูกลำเลียงด้วยเรือชายฝั่งมาเปิดตู้ที่ท่าเรือกรุงเทพ
- รอคิวเปิดตู้ ตู้ต้องรอจนโกดังมีพื้นที่ว่างพอวางสินค้าทั้งตู้
- เปิดตู้ คัดแยก และตรวจนับ สินค้าของแต่ละเจ้าถูกแยกตามเครื่องหมายหีบห่อ ตรวจจำนวนและสภาพเทียบกับเอกสาร
- รับ D/O ยื่นใบขน และชำระอากร เมื่อชำระค่าใช้จ่ายปลายทางแล้วจึงได้ D/O ไปใช้รับสินค้า
- นำสินค้าออกจากโกดัง ด้วยรถของผู้นำเข้าหรือของ Forwarder
ส่วน FCL ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ 2–4 เมื่อตู้ลงลานและพิธีการเสร็จก็ลากตู้ออกได้
ต้นเหตุหลัก: โกดังสินค้าที่ท่าเรือหนาแน่น
การเปิดตู้ LCL ต้องมีพื้นที่ในโกดังพอวางสินค้าของทุกเจ้าในตู้นั้น ถ้าโกดังยังเต็มไปด้วยสินค้าจากตู้ก่อนหน้าที่ผู้นำเข้ายังไม่มารับ ไม่ว่าจะเพราะเอกสารยังไม่พร้อม รอใบอนุญาต หรือรอรถ ตู้ใหม่ก็ต้องต่อคิวจนกว่าจะเคลียร์สินค้าเดิมออก และช่วงที่สินค้าเข้ามาพร้อมกันมาก เช่น ปลายปีหรือก่อนเทศกาล คิวจะยาวขึ้นอีก
ปัญหานี้เป็นเรื่องที่หน่วยงานท่าเรือเองให้ความสำคัญ ในเดือนมิถุนายน 2569 การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดพื้นที่ปฏิบัติงานตู้สินค้า LCL IMPORT สำหรับเรือลำเลียงชายฝั่งโดยเฉพาะ ที่โรงพักสินค้า 8 และ 9 ท่าเรือกรุงเทพ พื้นที่รวมกว่า 22,000 ตารางเมตร โดยมีเป้าหมายเพื่อลดเวลารอคอยของผู้ใช้บริการและลดความแออัดในท่าเรือ (เดลินิวส์) ฝั่งต่างประเทศก็เจอเช่นกัน GoFreight ยกตัวอย่างงาน LCL ที่ผู้ให้บริการประเมินว่าจะรับสินค้าได้ใน 2–3 วันหลังเรือถึง แต่ต้องรอจริง 8 วัน เพราะตู้ต้องต่อคิวเปิดหลังตู้อื่นราว 40 ตู้ ในช่วงที่โกดังรับงานเต็มกำลัง
เผื่อเวลาอย่างน้อย 3–5 วันทำการหลังเรือเข้า
จากประสบการณ์ของทีมงาน Met-Logs ในภาวะปกติ ผู้นำเข้าควรวางแผนรับสินค้า LCL หลังวันที่เรือเข้า ประมาณ 3–5 วันทำการ และเผื่อมากกว่านั้นในช่วงที่โกดังแน่น วิธีวางแผนให้ไม่สะดุดมีดังนี้
- นับเป็นวันทำการ ถ้าเรือเข้าวันพฤหัสบดี วันศุกร์ หรือก่อนวันหยุดยาว สินค้าอาจพร้อมในสัปดาห์ถัดไป
- อย่านัดส่งลูกค้าหรือเริ่มผลิตตรงกับวันที่เรือเข้า ใช้วันที่สินค้าพร้อมรับจริงเป็นตัวตั้ง
- ขอวันเปิดตู้ที่คาดการณ์ (Devanning Date) จาก Forwarder และติดตามจนกว่าสินค้าจะพร้อม
- ใช้ช่วงรอเตรียมเอกสาร Invoice, Packing List, B/L และใบอนุญาตนำเข้า (ถ้ามี) ให้พร้อมยื่นใบขนได้ทันที
- ชำระค่า D/O และ Local Charge ล่วงหน้า ไม่ให้การรับเอกสารกลายเป็นคอขวดอีกจุด
- ถามระยะฝากฟรีของโกดัง และวางแผนรับสินค้าให้ทันก่อนเริ่มคิดค่าฝาก (Storage)
คำถามที่พบบ่อย
LCL คืออะไร
คือการส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้ ผู้ให้บริการรวมสินค้าจากหลายผู้ส่งบรรจุในตู้เดียวกัน และคิดค่าใช้จ่ายตามปริมาตรหรือน้ำหนักของสินค้าแต่ละราย
ค่าขนส่ง LCL คิดอย่างไร
คิดตาม W/M โดยเทียบปริมาตร (CBM) กับน้ำหนัก (ตัน โดย 1 CBM เทียบเท่า 1,000 กก.) แล้วใช้ค่าที่มากกว่า ขั้นต่ำมักเป็น 1 W/M จากนั้นบวกค่าคงที่ต่อ B/L หรือต่อ Shipment
Local Charge คืออะไร
คือค่าใช้จ่ายในประเทศต้นทางหรือปลายทางที่ไม่รวมอยู่ในค่าระวางเรือ เช่น ค่า CFS ค่า THC ค่าเอกสาร ค่าออก D/O และค่า Handling
ทำไมค่าใช้จ่ายปลายทาง LCL ถึงแพงกว่าที่คิด
เพราะมีทั้งค่าคงที่ต่อ B/L ขั้นต่ำต่อรายการ ต้นทุนของทั้งตู้ที่ถูกเฉลี่ยมา และในบางเส้นทางยังมีส่วนต่างค่าเรือที่ถูกเก็บคืนที่ปลายทาง วิธีป้องกันคือขอรายการค่าใช้จ่ายปลายทางก่อนส่งสินค้า
สินค้า LCL ขาเข้าต้องรอกี่วันหลังเรือเข้า
ควรเผื่อประมาณ 3–5 วันทำการในภาวะปกติ และนานกว่านั้นเมื่อโกดัง CFS แน่น เพราะต้องรอย้ายตู้เข้าโกดัง เปิดตู้ และคัดแยกสินค้าก่อน
ควรเปลี่ยนจาก LCL เป็น FCL เมื่อไร
เมื่อปริมาณสินค้ามากขึ้นจนค่าใช้จ่าย LCL รวมใกล้เคียงหรือสูงกว่าการเหมาตู้ 20 ฟุต หรือเมื่อต้องการกำหนดเวลาที่แน่นอนและไม่อยากรอเปิดตู้ที่ CFS ควรขอราคาทั้งสองแบบมาเทียบ
ซื้อ EXW หรือ FCA ดีกว่า CIF ไหม
ถ้าต้องการคุมค่า Local Charge และเลือก Forwarder เอง EXW หรือ FCA ให้ความโปร่งใสมากกว่า แต่ผู้ซื้อต้องรับผิดชอบการขนส่งตั้งแต่ต้นทาง จึงควรใช้ Forwarder ที่มีเอเย่นต์ในประเทศของผู้ขาย
แหล่งอ้างอิง
- เดลินิวส์: “ท่าเรือกรุงเทพ” เปิดพื้นที่เฉพาะ “LCL IMPORT” กว่า 2.2 หมื่นตร.ม. (8 มิ.ย. 2569): dailynews.co.th
- GoFreight, CFS (Container Freight Station): What It Is and How It Works: gofreight.com
- Flexport Help Center, Pick up container from destination: flexport.com
- The Maritime Executive, The Hidden World of the LCL Consolidation Market, Part 1 (10 ส.ค. 2563): maritime-executive.com
ให้ Met-Logs ช่วยดูแลงาน LCL
Met-Logs ให้บริการขนส่งทางเรือแบบ LCL และ FCL ทั้งขาเข้าและขาออก ประสานงานรับสินค้าที่ต้นทางผ่านเครือข่ายเอเย่นต์ทั่วโลกสำหรับงานนำเข้าเทอม EXW / FCA และมีผู้ชำนาญการศุลกากรประจำสำนักงาน ส่งรายละเอียดสินค้า ขนาด น้ำหนัก ต้นทาง และเทอมซื้อขายมา ทีมงานจะประเมินค่าใช้จ่ายแบบแยกรายการ ทั้งต้นทาง ค่าระวาง และปลายทางให้ก่อนส่งสินค้า ดูรายละเอียดที่ ขนส่งทางเรือ FCL/LCL และทางอากาศ และ บริการตัวแทนออกของ
อยากรู้ค่าใช้จ่าย LCL ทั้งหมดก่อนส่งสินค้า?
ทีมงาน Met-Logs ตอบกลับในวันทำการ จันทร์–ศุกร์ 08:30–17:30 น.
📞 โทร 02-415-4323📝 ขอใบเสนอราคา💬 แชททาง LINE✉️ support@met-logs.com
อัตราค่าใช้จ่ายในตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมติเพื่อสาธิตวิธีคำนวณ ไม่ใช่ราคาจริง ระยะเวลารอขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของท่าเรือและโกดังในแต่ละช่วง บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป
Read in English: LCL Shipping Costs to Watch: Local Charges, W/M Calculation and Devanning Time in Thailand